จดจำไว้จากโฮจิมินห์
- Nitita Chen

- Mar 20, 2020
- 1 min read
Updated: Jul 16, 2020
... ที่ระยะทาง 100 เมตร สายตาของฉันเริ่มพร่าเลือน และสองขาก็อ่อนแรงเต็มที

แสงรำไรจากหลอดไฟสีเหลืองนวลช่วยให้เหล่านักท่องเที่ยวเห็นทางข้างหน้าชัดเจนขึ้น พร้อมกับทำหน้าที่นำชาวต่างถิ่นย้อนกลับไปสัมผัสชีวิตของ “เวียดกง” ผู้หลบซ่อนตัวและวางแผนการรบในความมืดภายในอุโมงค์ลับใต้ดินไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองโฮจิมินห์
ฉันได้อ่านรีวิวท่องเที่ยวเวียดนามมานักต่อนัก แต่น้อยครั้งที่จะเจอใครเขียนถึงอุโมงค์กู๋จี (Cu Chi Tunnels) อาจด้วยที่นี่ไม่ใช่สถานที่ชิคๆที่จะไปถ่ายรูปสวยๆลง IG การเดินทางมาก็ไม่สู้ใกล้นัก แต่มันคือสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งจาก TripAdvisor หากได้มายังเมืองหลวงของเวียดนามนี้ และเป็นจุดหมายที่ฉันตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องไปเยือนให้ได้
บนรถทัวร์ มีฉันกับพ่อผู้ซึ่งถูกฉันพามา และชาวมาเลย์อีก 2 คน เป็นชาวเอเชียเพียง 4 คน (ไม่รวมไกด์และคนขับ) ท่ามกลางกลุ่มชาวตะวันตกอีก 20 กว่าคน พวกเราใช้เวลาเดินทางจากกลางเมืองโฮจิมินห์ถึงเมืองกู๋จีราว 2 ชั่วโมง ระหว่างทาง ไกด์ได้เล่าถึงที่มาที่ไป และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอุโมงค์ลับแห่งนี้ พร้อมปล่อยตลกร้ายกระแนะกระแหนอเมริกา ในบรรดาคนหัวทองทั้งหลายที่โดยสารมาด้วยกัน ฉันไม่รู้หรอกว่าเป็นใครมาจากไหนบ้าง แต่ความจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลหรือรอยด่างพร้อยก็คงเป็นสิ่งที่ถูกสอนให้ยอมรับและเข้าใจมาโดยตลอดในชาติของตัว มุขตลกเหล่านั้นจึงพอเรียกเสียงหัวเราะได้อยู่บ้าง
ด้วยว่าสถานที่ในวันนี้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม ฉันจึงหาข้อมูลมาประกอบเพื่อให้การเดินทางมีอรรถรสมากขึ้น เล่าอย่างคร่าวๆ สงครามเวียดนามคือสงครามตัวแทนที่อเมริกาเข้าร่วมเพื่อป้องกันการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในคาบสมุทรอินโดจีนและกำจัดแนวคิดที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง จึงส่งทหารร่วมรบกว่า 8 ล้านนายเข้าสนับสนุนเวียดนามใต้ รบกับเวียดนามเหนือซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ และกลุ่มเวียดกงที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ รบไปรบมาปาเข้าไปร่วม 17 ปี เสียกำลังพลไปกว่า 58,000 ราย สุดท้ายจึงยอมถอนทัพออกไป

สงครามเวียดนามนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมาก ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวเวียดนามมีบันทึกตั้งแต่เกือบล้านยัน 3ล้าน ที่พิการไปก็มาก ยันผลกระทบระยะยาวจากอาวุธเคมีทีทำให้เด็กเกิดมาผิดปกติ จะทำงานหาเลี้ยงชีวิตแบบคนทั่วไปก็ไม่ได้ รัฐจึงสร้างอาชีพให้แก่คนเหล่านี้ โดยตั้งโรงงานและสอนเทคนิคการผลิต Lacquer ware ซึ่งเราก็ได้แวะชมหนึ่งในโรงงานก่อนถึงจุดหมาย ภาพรถเข็นคนพิการตั้งเรียงรายรอรับนักท่องเที่ยว กับคุณลุงคุณป้าซึ่งพิการบ้างปกติบ้าง นั่งติดเศษเปลือกไข่ทีละชิ้นๆ ก็บีบคั้นหัวใจให้ฉันยอมควักเงินเกือบพันซื้อรูปประดับกลับบ้านแบบไม่รอเปรียบเทียบราคาเหมือนทุกที
รถทัวร์หลายสิบคันจอดอยู่ในลานจอดรถของอุโมงค์กู๋จี ยิ่งการันตีความนิยมของสถานที่แห่งนี้ (จากปากคำของไกด์ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอุโมงค์แห่งนี้ราว 2,000 คนต่อวัน) หลังชำระค่าเข้าชมคนละ 110,000 ดอง (151 บาท) ไกด์ก็นำทางเราไปยังส่วนแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุโมงค์ ทั้งหนทางจัดการกับดินที่ขุดออกมาจากอุโมงค์ วิธีการระบายอากาศ กับดักศัตรู ทางเข้าลับ วิธีสร้างอาวุธ ฯลฯ สิ่งที่นำมาโชว์ก็มีทั้งของเก่าดั้งเดิมบ้าง มาสร้างเสริมเพิ่มเติมบ้าง จะว่าไปก็เหมือนพิพิธภัณฑ์นอกอาคารที่เปิดให้ชมบนพื้นที่เกิดเหตุจริงๆ


ในพื้นที่ยังมีให้ลองยิงปืน สนนราคากระสุน 10 นัด 600,000 ดอง (ราว 825 บาท) ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช้ปืนโบราณหรือปืนยุคไหน แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการลอดอุโมงค์ของจริงที่ฉันลุ้นอยู่ร่ำๆว่าจะได้เข้าหรือไม่
อุโมงค์กู๋จีมีความลึก 3 ระดับ แต่ที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมคือที่ระดับตื้นสุดที่ 3 เมตรจากผิวดิน อุโมงค์ทั้งหมดมีความยาวรวมกว่า 200 กิโลเมตร แต่เปิดให้ชมเพียง 120 เมตรเท่านั้น พร้อมทางออกทุกๆ 20 เมตร สำหรับคนที่ขวัญหนีไปเสียก่อน ฉันฟังทีแรกยังรู้สึกว่าทางสั้นและตั้งใจจะเดินจนสุดทาง เส้นทางภายในอุโมงค์ก็ไม่น่าลำบากเท่าไร ผิวผนังทั้งหมดฉาบปูนใหม่เพื่อรองรับการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ความสูงยังคงเป็นแบบเดิม คือต้องย่อตัวย่อขาเดินในท่าโก้งโค้งถึงจะผ่านไปได้ ความกว้างเหมาะสำหรับการสัญจรเพียงคนเดียว ในอุโมงค์มืดสลัวและมีแสงรำไรจากหลอดไฟเป็นระยะ แต่ไม่มากพอจะส่องให้เห็นเส้นทางโดยตลอด บางครั้งจึงต้องเดินในความมืด การถ่ายเทอากาศก็ไม่สู้ดีนัก พื้นอุโมงค์มีการเปลี่ยนแปลงของระดับอยู่เรื่อย เมื่อปราศจากไฟฉายในมือ ฉันต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เมื่อเจอแสงสว่างจากทางออกทีไร ก็กลั้นใจเดินต่อไปหวังจะไปให้สุดทาง
เดินมาพักใหญ่ๆ ฉันเริ่มอ่อนแรงและหายใจไม่ออก ความมืดมิดและคับแคบชวนให้หดหู่และอึดอัดจนอยากอาเจียน คิดว่าหากมีทางออกข้างหน้าคงรีบออกทันที เพราะทนกับสภาวะเช่นนี้ไม่ไหวแล้ว แสงสว่างและเสียงเซ็งแช่ข้างหน้าชวนให้เร่งฝีเท้าแม้เร่งไม่ค่อยขึ้น จนในที่สุดก็พบทางออกที่สุดปลายทาง 120 เมตร อันให้ความรู้สึกยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์
...ฉันเป็นเพียงไม่กี่คนในกรุ๊ปทัวร์ที่เดินจนสุดทาง
ก่อนจบทริป เจ้าหน้าที่นำมาอาหารมาเสิร์ฟ เป็นหัวมันสำปะหลังต้ม แบบเดียวกับที่ชาวเวียดกงใช้ประทังชีวิตในช่วงสงคราม รสชาติหวานอ่อนๆไม่แย่นัก ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ฉันที่สุขภาพแข็งแรงและกินดีอยู่ดีมีอาหารครบห้าหมู่ แค่ลองประสบการณ์ในอุโมงค์เพียงไม่กี่นาทีก็แทบลมจับ แต่ช่วงสงคราม เวียดกงมีเพียงหัวมันกินกันตาย ต้องใช้ชีวิตไม่ต่างจากหนูในอุโมงค์เช่นนี้มาร่วม 25 ปี พวกเขาต้องเข้มแข็งและรักชาติมากๆถึงผ่านช่วงเวลาเช่นนั้นมาได้

จุดหมายต่อไปสำหรับโปรแกรม Dark Tourism ครั้งนี้ คือ War Remnants Museum หรือแปลตรงๆว่า พิพิธภัณฑ์ของสิ่งที่เหลือจากสงคราม นี่เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายที่ฉันตั้งใจว่าจะต้องมา และแน่นอนว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆของเมืองนี้เช่นกัน

เครื่องบินรบและรถถังสมัยสงครามถูกตั้งเรียงราย ทั้งหมดประทับตรา US ARMY และอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ เบื้องหลังคืออาคารสามชั้นทรงสี่เหลี่ยมทึบตันบรรจุเรื่องราวความโหดร้ายของสงคราม ตั้งแต่ข้อมูลสถิติตัวเลข ยันสิ่งของเครื่องใช้ของผู้คนในเหตุการณ์ แต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือภาพถ่ายของผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม สภาพของผู้เคราะห์ร้ายจากระเบิดนาปาล์มทั้งที่รอดและไม่รอดชีวิตถูกนำมาจัดแสดงแบบ uncensored ชนิดที่ผู้ขวัญอ่อนไม่ควรดู ความผิดปกติทางร่างกายที่แสดงออกและถ่ายทอดส่งต่อไปยังทายาทของเหยื่อจากอาวุธเคมี Agent Orange ภาพถ่ายจากกลักฟิล์มของช่างภาพสงครามที่เสี่ยงตายบันทึกช่วงเวลาประวัติศาสตร์เอาไว้
....เมื่อเขาลั่นไกชัตเตอร์ บุคคลในภาพล้วนยังมีชีวิต แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมา เสียงลั่นไกปืนจากทหารอเมริกันก็ดังขึ้น
ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนใหญ่ของนิทรรศการแสดงเรื่องราวของชาวบ้านเวียดนามผู้เคราะห์ร้ายจากการรุกรานของทหารอเมริกัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ฝ่ายตรงข้ามของทหารเหล่านั้นคือเวียดกง และเวียดกงมักแต่งตัวธรรมดาแบบชาวบ้าน ทหารอเมริกันดูไม่รู้แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร จึงสังหารเรียบทั้งลูกเด็กเล็กแดง

กล่องบริจาคที่ตั้งอยู่มุมห้องนิทรรศการถูกเติมจนเต็มด้วยธนบัตรจากหลากสกุลเงินบ่งบอกจำนวนผู้ให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ และความเห็นใจจากผู้มาเยือน สงครามคือความสูญเสีย แต่ก็เป็นความสูญเสียที่ต้องเรียนรู้และจดจำ
...เธอในสภาพบาดเจ็บและบอบช้ำถกเสื้อขึ้นป้อนนมลูก พร้อมเรียกให้เขาซึ่งมีกล้องห้อยอยู่บนคอบันทึกภาพเอาไว้ เพื่อนำไปเผยแพร่ให้โลกได้เห็น...ความสูญเสีย
มนุษย์เราเรียนรู้อะไรจากสงครามบ้างนะ สิ่งที่เสียไปหรือสิ่งที่ได้มา
นิทรรศการไม่ได้แสดงแค่ความโหดร้ายของอเมริกา แต่ยังแสดงให้เห็นเสียงของผู้ไม่เห็นด้วย ผู้ที่ไม่ต้องการสงคราม คลื่นใต้น้ำและพลังมวลชนที่ดำเนินการสวนกระแสอำนาจของผู้มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางประเทศ
ว่ากันว่าหลังสงครามเวียดนามครานั้น อเมริกาก็เข็ดกับการทำสงครามในบ้านคนอื่นอยู่นาน จนมาถึงสงครามที่อัฟกานิสถานและล่าสุดก็...ซีเรีย
(Published in column Travelogue, The Cloud magazine, 30th May 2018 https://readthecloud.co/vietnamwar/)



Comments